ทำไมพรรคเพื่อไทย ถึงต้องเอาเรื่องขั้วอำนาจเดิมเป็นประเด็นตัวชูโรงในความขัดแย้งที่เกิดขึ้น?
ก่อนที่จะเข้าเนื้อหาหลัก
ก่อนอื่น ขออธิบายสิ่งที่เรียกว่า Probatio Diabolica หรืออีกชื่อหนึ่ง Devil's Proof คืออะไรก่อน
Probatio Diabolica เป็นหลักการทางตรรกะศาสตร์ที่กล่าวถึงความเป็นไปไม่ได้ที่จะพิสูจน์ในสิ่งที่ไม่มีอยู่
สมมุติว่าต้องมีการพิสูจน์ว่า วัตถุชิ้นหนึ่งมีอยู่จริง
ในกรณีที่มีการเอาหลักฐานมาถึงการมีอยู่ ก็เป็นการพิสูจน์ได้ว่ามีอยู่จริง
แต่ถ้าหาหลักฐานมาไม่ได้ ความเป็นไปได้จะมีอยู่2อย่าง คือ
1.ไม่มีอยู่
กับ
2.มีอยู่จริงแต่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์
จึงเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ ที่จะพิสูจน์สิ่งที่ไม่มีอยู่ว่ามีจริงหรือไม่
จึงเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ ที่จะพิสูจน์สิ่งที่ไม่มีอยู่ว่ามีจริงหรือไม่
เช่น ถ้าจะเอาตัวอย่างที่คนทั่วไปอาจเข้าใจได้ง่ายก็คือ การพิสูจน์ว่าพระเจ้าปีศาจภูติผีเทวดามีจริงหรือไม่
หรือถ้าจะให้พูดแบบไทยๆหน่อย ก็คือ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่
หรือถ้าจะให้พูดแบบไทยๆหน่อย ก็คือ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่
และนี่ เป็นกระบวนการความคิดที่ติดรากอยู่กับคนไทยมาช้านาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนชนบท
ผลที่ตามมาก็คือ ความผิดพลาดทางตรรกศาสตร์
ที่ว่า ถ้าฉันไม่สามารถพิสูจน์ว่าเป็นเท็จได้ เรื่องนั้นย่อมต้องเป็นจริง ทำให้วาทะกรรมต่างๆนั้น
เป็นเรื่องจริงสำหรับบุคคลนั้นๆซึ่งเลือกที่จะเชื่อ
และความคิดไร้เหตุผลที่ใกล้เคียงกันก็ได้เกิดตามมาด้วย
เช่น
พรรคนี้ทำให้ฉันเดือดร้อน
ฉนั้น อีกพรรคนึงจึงต้องดี
กลุ่มที่ฉันไม่ชอบนั้นพูดเป็นเท็จหมด
กลุ่มที่ฉันชอบพูดเป็นจริงหมด
คนนั้นไม่ใช่พวกฉัน
ฉนั้นคนนั้นจึงต้องเป็นพวกเดียวกันกับศัตรูฉัน
เป็นต้น
ข้อแตกต่างระหว่าง
วาทะกรรม ระบอบอำมาตย์(ขั้วอำนาจเก่า) กับ ระบอบทักษิณย์(ขั้วอำนาจใหม่)
ต่างกันยังไง?
ระบอบทักษิณย์ คือเครือข่ายทางการเมืองหรือธุรกิจ ที่คนตระกูลหรือสายเลือดเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับตระกูลชินวัตร
ถ้าจะให้ลดระดับลงมา ก็คงจะเป็นธุรกิจ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม นปช และพรรคเพื่อไทย
ซึ่งนี่
มีความชัดเจนอยู่ในระดับหนึ่งสำหรับผู้ที่ต่อต้านพรรคเพื่อไทย มีจุดร่วมที่ชัดเจน
เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้
ทว่า
สิ่งที่ เป็นปัญหากับพรรคเพื่อไทยคือ พรรคเพื่อไทยไม่สามารถที่จะระบุศัตรูของตัวเองอย่างเจาะกลุ่มแล้วให้เป็นจริงทั้งหมดได้
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ
ศัตรูหลักของ พรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน คือ กปปส ถ้าย้อนไปอดีตหน่อย
ก็เสื้อเหลืองกับเสื้อหลากสี
แต่ผู้ที่เป็นปรปักษ์กับพรรคเพื่อไทยทั้งหมด
ไม่ได้เป็นแนวร่วมกับศัตรูหลักทั้งหมด ในทางกลับกัน ที่ไม่ชอบศัตรูหลักด้วยก็มีมากแบบเจาะจงไม่ได้
การใช้
วาทะกรรมโจมตี คู่ปรับหลัก
จึงไม่มีความหมายที่จะโน้มน้าวจิตใจของผู้ต่อต้านกลุ่มอื่นๆ
และผู้ที่ชื่นชอบพรรคเพื่อไทยเอง
ก็ไม่สามารถเจาะจงได้ว่าศัตรูทั้งหมดของตนคืออะไร
ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางกระบวนการความคิดภายใน
แล้ววาทะกรรมระบอบอำมาตย์นั้นต่างกันยังไง?
ประเด็นหลักเลยก็คือ
ระบอบอำมาตย์ เป็นวาทะกรรมเลื่อนลอยที่ทางพรรคเพื่อไทยเองก็ไม่ระบุเจาะจงว่าเป็นใครได้ทั้งหมด
เมื่อไม่การเจาะจงที่แน่นอนแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับกระบวนการความคิดคือ
[x] คือ ศัตรู
[x] คือ ศัตรู
ซึ่งสิ่งที่อยู่ในช่องว่างนั้น
กลายเป็นตัวแปรไร้ข้อจำกัดที่ไม่มีข้อพิสูจน์ได้ว่าคืออะไร
สำหรับผู้ที่ชื่นชมพรรคเพื่อไทย ให้เป็นอะไรก็ได้ที่ตัวเองไม่ชอบใส่ลงไป เป็นการรักษาแนวร่วมของตัวเอง
สร้างมโนภาพว่า พวกเรามีศัตรูร่วมกัน
ในการเสนอข้อมูล
วาทะกรรมและข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับมโนภาพของ(ชนชั้นสูง) ส่วนใหญ่เป็นเรื่องไกลตัวประชาชน
เมื่อประชาชนไม่สามารถที่จะหาหลักฐานด้วยตัวเองได้ ก็ต้องตัดสินใจโดยการพึ่งหลักฐานที่ฝ่ายต่างๆเสนอมา
แต่ประชาชนเอง ไม่สามารถที่จะพิสูจน์ได้เต็มร้อยว่า หลักฐานนั้นจริงหรือไม่ เมื่อไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าไม่มีจริง
ก็จะเกิดกระบวนการความคิดที่ว่าเรื่องที่กล่าวมานั้นจริงขึ้นมา
ทว่า
หาก จะนิยาม ระบอบอำมาตย์ว่าหมายถึงผู้มีทุนและอำนาจแล้ว
อยากจะขอเรียนถามท่านผู้อ่านหน่อยว่า
ประเทศไทยในขณะนี้ ใครที่มีเงินทุนและอำนาจมากกว่าเครือตระกูลชินวัตรบ้าง?
ประเทศไทยในขณะนี้ ใครที่มีเงินทุนและอำนาจมากกว่าเครือตระกูลชินวัตรบ้าง?
การที่จะพูดเรื่องว่า
การต่อสู้ของกปปสกับพรรคเพื่อไทย เป็นการต่อสู้ขัดแย้งระหว่างชนชั้นแล้ว
จึงเป็นเรื่องที่ไร้สาระเป็นอย่างมาก
No comments:
Post a Comment